วันจันทร์ที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561



โครงสีร้อน

โครงสีร้อน หมายถึง ชุดสีที่ประกอบด้วย สีส้มเหลือง สีส้ม สีส้มแดง สีแดง และสีม่วงแดง สีวรรณะร้อนให้ความรู้สึกตื่นตา มีพลัง อบอุ่น สนุกสนาน และดึงดูดความสนใจได้ดี โครงสีร้อนนี้สภาพโดยรวมจะมีความกลมกลืนของสีมากควรมีสีเย็นมาประกอบบ้างทำให้ภาพมีความน่าสนใจมากขึ้น
sohot.JPG
ตัวอย่างภาพสีโทนร้อน
warmpic11.jpg DSCF7007[1].jpg

โครงสีเย็น

โครงสีเย็น หมายถึง ชุดสีที่ประกอบด้วยสีเขียวเหลือง สีเขียว สีเขียวน้ำเงิน สีน้ำเงิน และสีม่วงน้ำเงิน โครงสีเย็นให้ความรู้สึกสุภาพ สงบ ลึกลับ เยือกเย็น ในทางจิตวิทยาสีเย็นมีความสัมพันธ์กับความรู้สึกหดหู่ เศร้า โครงสีเย็นควรมีสีร้อนแทรกบ้างจะทำให้ผลงานดูน่าสนใจมากขึ้น
cool.JPG
ตัวอย่างภาพโทนสีเย็น
08-www.showwallpaper.com.jpg 10-www.showwallpaper.com.jpg

สรุป

วรรณะร้อน ( warm tone) ซึ่งประกอบด้วย สีเหลือง สีส้ม สีแดง สีม่วง สีม่วงแดง สีเหล่านี้ให้อิทธิพล ต่อความรู้สึก ตื่นเต้น เร้าใจ กระฉับกระเฉง ถือว่าเป็นวรรณะร้อน
วรรณะเย็น ( cool tone) ประกอบด้วย สีเขียวเหลือง สีเขียว สีน้ำเงิน สีม่วงน้ำเงิน สีเหล่านี้ดู เย็นตา ให้ความรู้สึก สงบ สดชื่น (สีเหลืองกับสีม่วงอยู่ได้ทั้งสองวรรณะ) การใช้สีแต่ละครั้งควรใช้สีวรรณะเดียวในภาพทั้งหมด เพราะจะทำให้ภาพความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน (เอกภาพ) กลมกลืน มีแรงจูงใจให้คล้อยตามได้มาก




มุมแหลม (acute angle) คือมุมใดๆ ที่มีขนาดเล็กกว่า 90 องศา และมีลักษณะเป็นมุมเล็กๆ แหลมๆ แบบนี้ คือเล็กกว่า 90 องศา

มุมฉาก (right angle) คือมุมใดๆ ที่มีขนาดเท่ากับ 90 องศาพอดี ส่วนใหญ่แล้วเราจะใช้รูปสี่เหลี่ยมเล็กๆที่มุม เป็นสัญลักษณ์แทนว่ามุมนี้เป็นมุมฉากค่ะ เส้นตรงสองเส้นที่มาบรรจบกันเป็นมุมฉาก จะตั้งฉาก (perpendicular)

มุมป้าน (obtuse angle) คือมุมใดๆ ที่มีขนาดใหญ่กว่า 90 องศา แต่เล็กกว่า 180 องศาค่ะ มุมป้านจะมีลักษณะอย่างนี้ค่ะ อย่างที่เห็นในรูป มุมป้านจะใหญ่กว่า 90 องศา แต่ยังไม่ถึง 180องศา เพราะถ้าเป็น 180 องศาก็จะเป็นเส้นตรงแล้ว
มุมตรง (straight angle) คือมุมใดๆ ที่มีขนาด 180 องศา ซึ่งก็คือเส้นตรงนั่นเอง
มุมกลับ (reflex angle) คือมุมใดๆ ที่มีขนาดใหญ่กว่า 180 องศา และจะมีลักษณะอย่างนี้ค่ะ มุมกลับก็จะเป็นมุมที่วาดอยู่ตรงด้านนอกนี้ ซึ่งมีขนาดใหญ่กว่า 180 องศา
มุมประชิด (adjacent angle) คือมุมที่ใช้จุดยอดมุม (vertex) และด้านใดด้านหนึ่งร่วมกัน แต่ไม่ได้ใช้จุดด้านในอื่นร่วมกันอีก ซึ่งจะมีลักษณะคล้ายอย่างนี้ค่ะ คือมีมุมหนึ่งตรงนี้ จุดนี่เป็นจุดยอดมุม และข้างๆก็จะเป็นมุมอีกมุมหนึ่ง มุมสองมุมนี้เป็นมุมประชิดกันค่ะ เพราะมีจุดยอดมุมเดียวกัน และยังใช้ด้านร่วมกันหนึ่งด้าน ซึ่งก็คือเส้นตรงกลางนี่ และไม่ได้ใช้จุดอื่นใดร่วมกันอีก
มุมตรงข้าม (vertical angle) คือมุมที่เกิดขึ้นจากการตัดกันของเส้นตรงสองเส้น อย่างที่เห็นในรูป มุมนี้กับมุมนี้ที่มีสัญลักษณ์ขีดเดียว เป็นมุมตรงข้ามกัน ส่วนมุมที่มีขีดสองเส้นอีกคู่ก็จะเป็นมุมตรงข้ามของกันและกันค่ะ โดยที่มุมที่เป็นมุมตรงข้ามกันจะมีขนาดเท่ากันเสมอ (congruent)
มุมประกอบสองมุมฉาก (supplementary angle) คือมุมสองมุมที่มีขนาดบวกกันได้ 180องศาพอดี เช่น มุมขนาด 150 องศากับมุมขนาด 30 องศา เป็นมุมประกอบสองมุมฉากกันค่ะ เพราะเมื่อบวกกันแล้วมันจะได้เป็น 180 องศา
มุมประกอบมุมฉาก (complementary angle) คือมุมสองมุมที่มีขนาดบวกกันได้เท่ากับ 90องศาพอดี เช่น มุม 30 องศากับมุม 60 องศาเป็นมุมประกอบมุมฉากกันค่ะ เพราะเมื่อบวกกันแล้วจะได้เป็นมุม 90 องศา





อุณหภูมิ

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ไบยังการนำทางไปยังการค้นหา
อุณหภูมิของก๊าซอุดมคติอะตอมเดี่ยวสัมพันธ์กับค่าเฉลี่ยพลังงานจลน์ของอะตอม
อุณหภูมิ คือการวัดค่าเฉลี่ยของพลังงานจลน์ของอนุภาคในสสารใดๆ ซึ่งสอดคล้องกับความร้อนหรือเย็นของสสารนั้น
ในอดีตมีแนวคิดเกี่ยวกับอุณหภูมิเกิดขึ้นเป็น 2 แนวทาง คือตามแนวทางของหลักอุณหพลศาสตร์ และตามการอธิบายเชิงจุลภาคทางฟิสิกส์เชิงสถิติ แนวคิดทางอุณหพลศาสตร์นั้น ถูกพัฒนาขึ้นโดยลอร์ดเคลวิน โดยเกี่ยวข้องกับการวัดในเชิงมหภาค ดังนั้นคำจำกัดความอุณหภูมิในเชิงอุณหพลศาสตร์ในเบื้องแรก จึงระบุเกี่ยวกับค่าตัวแปรต่างๆ ที่สามารถตรวจวัดได้จากการสังเกต ส่วนแนวทางของฟิสิกส์เชิงสถิติจะให้ความเข้าใจในเชิงลึกยิ่งกว่าอุณหพลศาสตร์ โดยอธิบายถึงการสะสมจำนวนอนุภาคขนาดใหญ่ และตีความพารามิเตอร์ต่างๆ ในอุณหพลศาสตร์ (เชิงมหภาค) ในฐานะค่าเฉลี่ยทางสถิติของพารามิเตอร์ของอนุภาคในเชิงจุลภาค
ในการศึกษาฟิสิกส์เชิงสถิติ สามารถตีความคำนิยามอุณหภูมิในอุณหพลศาสตร์ว่า เป็นการวัดพลังงานเฉลี่ยของอนุภาคในแต่ละองศาอิสระในระบบอุณหพลศาสตร์ โดยที่อุณหภูมินั้นสามารถมองเป็นคุณสมบัติเชิงสถิติ ดังนั้นระบบจึงต้องประกอบด้วยปริมาณอนุภาคจำนวนมากเพื่อจะสามารถบ่งบอกค่าอุณหภูมิอันมีความหมายที่นำไปใช้ประโยชน์ได้ ในของแข็ง พลังงานนี้พบในการสั่นไหวของอะตอมของสสารในสภาวะสมดุล ในแก๊สอุดมคติ พลังงานนี้พบในการเคลื่อนไหวไปมาของอนุภาคโมเลกุลของแก๊ส

ความร้อน และ อุณหภูมิ[แก้]

สสารทั้งหลายประกอบด้วย อะตอมรวมตัวกันเป็นโมเลกุล การเคลื่อนที่ของอะตอม หรือการสั่นของโมเลกุล ทำให้เกิดรูปแบบของพลังงานจลน์ ซึ่งเรียกว่า “ความร้อน” (Heat) เราพิจารณาพลังงานความร้อน (Heat energy) จากพลังงานทั้งหมดที่เกิดขึ้นจากการเคลื่อนที่ของอะตอมหรือโมเลกุลทั้งหมดของสสาร 
อุณหภูมิ (Temperature) หมายถึง การวัดค่าเฉลี่ยของพลังงานจลน์ซึ่งเกิดขึ้นจากอะตอมแต่ละตัว หรือแต่ละโมเลกุลของสสาร เมื่อเราใส่พลังงานความร้อนให้กับสสาร อะตอมของมันจะเคลื่อนที่เร็วขึ้น ทำให้อุณหภูมิสูงขึ้น แต่เมื่อเราลดพลังงานความร้อน อะตอมของสสารจะเคลื่อนที่ช้าลง ทำให้อุณหภูมิลดต่ำลง 
หากเราต้มน้ำด้วยถ้วยและหม้อบนเตาเดียวกัน จะเห็นได้ว่าน้ำในถ้วยจะมีอุณหภูมิสูงกว่า แต่จะมีพลังงานความร้อนน้อยกว่าในหม้อ เนื่องจากปริมาณความร้อนขึ้นอยู่กับมวลทั้งหมดของสสาร แต่อุณหภูมิเป็นเพียงค่าเฉลี่ยของพลังงานในแต่ละอะตอม ดังนั้นบรรยากาศชั้นบนของโลก (ชั้นเทอร์โมสเฟียร์) จึงมีอุณหภูมิสูง แต่มีพลังงานความร้อนน้อย เนื่องจากมีมวลอากาศอยู่อย่างเบาบาง

สเกลอุณหภูมิ[แก้]

องศาฟาเรนไฮต์[แก้]

ในปี ค.ศ.1714 กาเบรียล ฟาเรนไฮต์ (Gabrial Fahrenheit) นักฟิสิกส์ชาวเยอรมันได้ประดิษฐ์เทอร์มอมิเตอร์ซึ่งบรรจุปรอทไว้ในหลอดแก้ว เขาพยายามทำให้ปรอทลดต่ำสุด (0°F) โดยใช้น้ำแข็งและเกลือผสมน้ำ เขาพิจารณาจุดหลอมละลายของน้ำแข็งเท่ากับ 32°F และจุดเดือดของน้ำเท่ากับ 212°F

องศาเซลเซียส[แก้]

ในปี ค.ศ.1742 แอนเดอส์ เซลเซียส (Anders Celsius) นักดาราศาสตร์ชาวสวีเดน ได้ออกแบบสเกลเทอร์มอมิเตอร์ให้อ่านได้ง่ายขึ้น โดยมีจุดหลอมละลายของน้ำแข็งเท่ากับ 0°C และจุดเดือดของน้ำเท่ากับ 100°C

เคลวิน (องศาสัมบูรณ์)[แก้]

ต่อมาในคริสศตวรรษที่ 19 ลอร์ด เคลวิน (Lord Kelvin) นักฟิสิกส์ชาวอังกฤษ ผู้ค้นพบความสัมพันธ์ระหว่างความร้อนและอุณหภูมิว่า ณ อุณหภูมิ -273°C อะตอมของสสารจะไม่มีการเคลื่อนที่ และจะไม่มีสิ่งใดหนาวเย็นไปกว่านี้ได้อีก เขาจึงกำหนดให้ 0 K = -273°C (ไม่ต้องใช้เครื่องหมาย ° กำกับหน้าอักษร K) สเกลองศาสัมบูรณ์หรือเคลวิน เช่นเดียวกับองศาเซลเซียสทุกประการ เพียงแต่ +273 เข้าไปเมื่อต้องการเปลี่ยนเซลเซียสเป็นเคลวิน







หน่วยการเรียนรู้ที่ 8 ราชาธิราช ตอน สมิงพระรามอาสา

ราชาธิราช ตอน สมิงพระรามอาสา
1. ความเป็นมา
วรรณคดีเรื่อง ราชาธิราช ตอนสมิงพระรามอาสา เป็นการทำสงครามระหว่างพม่ากับมอญ เดิมต้นฉบับเป็นภาษามอญ แต่เนื่องจากเนื้อเรื่องมีความสนุกน่าสนใจ ให้ข้อคิดมากมายจึงได้มีนักปราชญ์ชาวไทยแปลและเรียบเรียงเป็นภาษาไทย ตั้งแต่ก่อนเสียกรุงเสียอยุธยาครั้งสุดท้าย ภายหลังสมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึกขึ้นครองราชย์เป็นรัชกาลที่ 1 ทรงมีพระมหากรุณาโปรดเกล้าฯ ให้แปลและเรียบเรียงให้เรียบร้อยเสร็จสมบูรณ์อีกครั้ง
2. ผู้เรียบเรียง
เจ้าพระยาพระคลัง (หน)
3. ประวัติและผลงาน
เจ้าพระยาพระคลัง (หน) เกิดในสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนปลายในแผ่นดินสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศเคยรับราชการเป็นหลวงสรวิชิต แล้วไปเป็นนายด่านเมืองอุทัยธานี ในสมัยสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ 1 ได้เลื่อนตำแหน่งเป็นพระยาพิพัฒน์โกษา และเป็นเจ้าพระยาพระคลัง (หน)
ผลงานที่สำคัญของท่านได้แก่ ราชาธิราช สามก๊ก ร่ายยาวมห่เวสสันดรชาดก (กัณฑ์กุมาร และ
กัณฑ์มัทรี) บทมโหรีเรื่องกากี ลิลิตเพชรมงกุฎ และอิเหนาคำฉันท์
ท่านถึงแก่ อสัญกรรมเมื่อปี พ.ศ. 2348
4. ลักษณะคำประพันธ์
เป็นวรรณคดีร้อยแก้วแนวนิทานอิงประวัติศาสตร์
5. จุดประสงค์ในการแต่ง
รัชกาลที่ 1 มีพระราชประสงค์ที่จะใช้วรรณคดีเรื่องนี้จดจำไว้เป็นคติบำรุงสติปัญญา
6. ข้อคิดที่ได้จากเรื่อง
1. คนดีมีความสามารถแม้อยู่ในเมืองศัตรูก็ยังมีคนเชิดชูได้เสมอ
2. ผู้เป็นกษัตริย์ย่อถือความสัตย์เป็นสิ่งประเสริฐที่สุด
3. ความประมาทเป็นหนทางแห่งความตาย เช่น กามะนี
4. ผู้ทีทำกิจโดยอาศัยปฏิภาณไหวพริบและความสามารถเฉพาะตนจะประสบความสำเร็จในชีวิตได้
5. บ้านเมืองที่ประกอบไปด้วยกษัตริย์ ที่อยู่ในความสัตย์ เสนาอำมาตย์มีความสามัคคี เชื่อฟัง
ผู้บังคับบัญชา และทหารที่มีความสามารถในการรบจัดเป็นบ้านเมืองที่แข็งแกร่ง เป็นที่เกรงขามของ
ประเทศทั่วไป และจะสามารถดำรงเอกราชไว้ตราบนานเท่านาน
แผนภูมิแผนภาพโครงเรื่อง
เรื่อง ราชาธิราช ตอน สมิงพระรามอาสา
ตัวละครสำคัญ พระเจ้ากรุงต้าฉิง พระเจ้าฝรั่งมังฆ้อง กามะนี สมิงพระราม
ตัวละครประกอบ โจเปียว หญิงหม้าย โหร ผู้คุมสมิงพระราม นายทัพ นายกอง
เสนาบดี
สถานที่ กรุงจีน กรุงบุระอังวะ
เวลา กลางวัน
ปัญหาของเรื่อง
1. พระเจ้ากรุงจีนมีทหารเอกคือกามะนี มีฝีมือในการใช้ทวนมาก จึงอยากให้กามะนีได้ ประลองฝีมือกับทหารของพระเจ้าฝรั่งมังฆ้อง กษัตริย์พม่า
2. สมิงพระรามเป็นทหารของพระเจ้าราชาธิราช เจ้าเมืองหงสาวดี รับอาสาออกต่อสู้กับ
กามะนีเพื่อตัดไฟแต่ต้นลม คือ ป้องกันพม่าไว้ก่อน เพราะถ้าพม่าแพ้จีน จีนต้องรุกรานมาถึงหงสาว
เนื้อเรื่องย่อ
พระเจ้ากรุงต้าฉิงแห่งประเทศจีน ยกทัพมาล้อมกรุงอังวะ ต้องการให้พระเจ้ามณเฑียรทอง ออกไปถวายบังคม และขอให้ส่งทหารออกมาขี่ม้ารำทวนต่อสู้กันตัวต่อตัวกับกามะนีทหารเอกของเมืองจีนถ้าฝ่ายกรุงรัตนบุระอังวะแพ้ต้องยกเมืองให้ฝ่ายจีน แต่ถ้าฝ่ายจีนแพ้จะยกทัพกลับทันทีพระเจ้ากรุงอังวะ ประกาศหาผู้ที่จะอาสาออกไปรบกับกามะนี ถ้าสามารถรบชนะกามะนีทหารเอกของเมืองจีน จะโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้เป็นพระมหาอุปราชและแบ่งสมบัติให้กึ่งหนึ่ง เมื่อสมิงพระรามทราบข่าว ก็คิดตึกตรองว่า หากจีนชนะศึกครั้งนี้ จีนคงยกทัพไปตีเมืองหงสาวดีของตนต่อไปแน่ ควรคิดป้องกันไว้ก่อนจึงอาสาออกรบ แม้แรกๆ จะเกรงว่าการอาสารบนี้จะเป็น
“หาบสองบ่า อาสาสองเจ้า”ก็ตาม โดยขอพระราชทานม้าฝีเม้าดีตัวหนึ่ง และได้เลือกม้าของหญิงม้าย สมิงพระรามนำม้าออกไปฝึกหัด ให้รู้จกทำนองรบรับจนคล่องแคล่วสันทัดดี พร้อมทั้งทูลขอ ขอเหล็กและตะกรวยผูกข้างม้าในระหว่างการรบ สมิงพระรามเห็นว่า กามะนีมีความชำนาญด้านการรบเพลงทวนมาก และยังสวมหุ้มเกราะไว้แน่นหนา สมิงพระรามจึงใช้อุบายว่าให้แต่ละฝ่ายแสดงท่ารำให้อีกฝ่ายรำตามก่อนที่จะต่อสู้กัน ทั้งนี้เพื่อจะคอยหาช่องทางที่จะแทงทวนให้ถูกตัวกามะนีได้ เมื่อได้หลอกล่อให้กามะนีรำตามในท่าต่าง ๆ จึงได้ช่องใต้รักแร้กับบริเวณเกราะซ้อนท้ายหมวกที่เปิดออกได้ สมิงพระรามจึงหยุดรำให้ต่อสู่กันโดยทำทีว่าสู้ไม่ได้ ขับม้าหนีของกามะนีเหนื่อย เมื่อได้ทีก็สอดทวนแทงซอกใต้รักแร้ แล้วฟันย้อนกลีบเกราะตัดศีรษะของกามะนีขาด แล้วเอาขอเหล็กสับใส่ตะกรวยโดยไม่ให้ตกดิน นำมาถวายพระเจ้ามณเฑียรทองเมื่อฝ่ายจีนแพ้ พระเจ้ากรุงจีนก็สั่งให้ยกทัพกลับตามสัญญา พระเจ้ามณเฑียรทองพระราชทานตำแหน่งมหาอุปราชและพระราชธิดา ให้เป็นบาทบริจาริกาแก่สมิงพระรามตามที่ได้รับสั่งไว้

วันจันทร์ที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2561

ความรู้สึกตอนเรียนซัมเมอร์

บล็อกของนิค



ความรู้สึกที่ผมได้กลับโปรแกรมนี้ ผมได้รู้จักกลับโปรแกรมนี้ผมได้เรียนรุ้อะไรหลายอย่างกลับโปรแกรมนี้ทำใ้หผมมีความรู้สึกดีมากที่ได้รู้จักกลับ